ลูกแพ้อาหาร เรื่องอันตรายที่คุณพ่อต้องรู้ลึก รู้จริง เพื่อความปลอดภัยของลูก

6 views

1 min read

ถือเป็นเรื่องอันตรายที่คุณพ่อไม่ว่าจะมือใหม่ หรือกำลังจะเป็นในไม่ช้าต้องรู้เข้าไว้ นั่นคือ “อาการแพ้อาหาร” ของลูกน้อย ซึ่งลูกแพ้อาหารมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน และเพื่อให้เกิดความปลอดภัยของลูกอย่างที่สุด การศึกษาเกี่ยวกับลักษณะอาการ วิธีสังเกตและรับมืออย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่ต้องรู้ลึก รู้จริง ไม่อาจมองข้ามไปได้

สาเหตุที่ลูกแพ้อาหารมาจากอะไร?

โดยทั่วไปแล้วอาการลูกแพ้อาหารที่เกิดขึ้นในวัยเด็กพบได้ 10% มีสาเหตุเกิดได้ทั้งปัจจัยภายใน อย่างกรรมพันธุ์ที่หากมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ก็เสี่ยงที่เด็กจะแพ้อาการเพิ่มขึ้น 40% และปัจจัยภายนอก เช่น การกินอาหารซ้ำและต่อเนื่องนาน ซึ่งมีส่วนทำให้แพ้อาหารได้เช่นกัน คุณพ่อจึงควรเลือกเมนูอาหารที่แตกต่างป้อนลูก ป้องกันการเกิดปัญหานี้ นอกจากนี้ยังเป็นเพราะเด็กขาดวิตามินดีในร่างกาย จนอาจเกิดผื่นแพ้อาหารทารกขึ้นได้ ทั้งนี้ ความรุนแรงของอาการมีตั้งแต่ระดับน้อย ระดับปานกลาง และระดับรุนแรง โดยความรุนแรงมากที่สุดเกิดแบบเฉียบพลันกับอวัยวะในร่างกายมากกว่า 2 ระบบ สูงสุดถึงขั้นเสียชีวิตได้ด้วย

แล้วเราจะสังเกตอาการแพ้อาหารของลูกอย่างไร?

อาการแพ้ในวัยเด็กนั้นเกิดขึ้นได้หลายแบบ โดยทั่วไปแล้วแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะหลัก ๆ ได้แก่

1. ระบบผิวหนังและดวงตา ที่จะเกิดเป็นตุ่มแดง ลมพิษ ผื่นแพ้อาหารทารกที่คันอยู่ตามผิวหนังหรือส่วนต่าง ๆ บริเวณดวงตาโดยรอบบวม น้ำตาไหล ตาแดง

2. หัวใจและหลอดเลือด ที่จะเกิดได้สังเกตว่าลูกมึนงง หัวใจเต้นไว ความดันต่ำ สลบหรือเป็นลมไปในที่สุด

3. ระบบทางเดินอาหาร ที่เกิดจากลูกแพ้อาหารมีลักษณะอาเจียน คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย ปวดท้องเรื้อรัง มีอาการบวมของลิ้น ริมฝีปาก เพดาน แน่นในคอหรือคัน

4. ระบบทางเดินหายใจ ที่เกิดในลักษณะน้ำมูกไหล ไอ จาม แน่นจมูก คันในจมูก หายใจลำบาก คอแห้ง หอบ กล่องเสียงบวม ซึ่งมักพบร่วมกับระบบผิวหนังและระบบทางเดินอาหาร

อาหารที่เสี่ยงทำให้ลูกเกิดอาการแพ้อาหารได้ง่าย

จริง ๆ แล้วลูกแพ้อาหารได้หลากหลาย ซึ่งเราสามารถสังเกตได้โดยให้กินแต่น้อย ๆ ไปก่อน แล้วรอระยะเวลาผ่านไปดูว่ามีปัญหา เช่น ปวดท้อง ปากบวม อาเจียน คันในจมูก หายใจลำบาก มีผื่นคัน หอบ ฯลฯ เกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีให้หยุดแล้วรุนแรงให้รีบพบแพทย์ทันที เพราะหากให้กินมาก ๆ เข้ารุนแรงจนกลายเป็นอันตรายได้ โดยอาหารที่เสี่ยงเกิดปัญหาได้ง่าย ได้แก่

1. อาหารทะเลต่าง ๆ

ปัจจัยที่ทำให้ลูกแพ้อาหารนั้น ได้แก่ อาหารทะเล ซึ่งจะมีส่วนผสมของ Gad c1 โปรตีน Parvalbmin มักพบได้ในเนื้อปลาทะเลทุกชนิด ในส่วนบรรดาโปรตีน Tropomyosin ก็เป็นอีกสารที่ก่อภูมิแพ้ได้ด้วย โดยจะอยู่ในสัตว์ทะเลเปลือกแข็ง อย่าง หอย และกุ้ง สำหรับเมนูทดแทนที่ควรกินให้หาโปรตีนอื่น เช่น ไก่ หมู สาหร่าย ถั่วเหลือง รวมทั้งปลาน้ำจืดก็กินทดแทนได้อย่าง ปลาทับทิม หรือปลาช่อน ฯลฯ แน่นอนว่ามีโปรตีนคล้ายกับโปรตีนในสัตว์ทะเลที่เด็กไม่สามารถกินได้

2. แป้งสาลี

Sponsored

เป็นอีกอาหารที่เสี่ยงทำให้ลูกแพ้อาหารได้ง่าย ๆ ซึ่งกลูเตนเป็นโปรตีนที่พบมากในแป้งสาลี หรืออาหารที่ทำจากแป้งสาลี ได้แก่ ขนมปังต่าง ๆ เค้ก และธัญพืชที่กินในช่วงเช้า อย่าง ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต และข้าวไรย์ อีกสิ่งสำคัญคือกลูเตนยังพบได้ในเนื้อสัตว์เทียมเพราะผลิตขึ้นด้วยแป้งสาลี คุณพ่อจึงต้องไม่ลืมอ่านฉลากคุณค่าทางโภชนาการก่อนตัดสินใจซื้อ บางอย่างดูจากภายนอกไม่รู้ถึงส่วนผสมแท้จริง โดยอาหารที่ทดแทนกันได้ไม่มีกลูเตนผสม คือ อาหารที่ได้จากแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวโพด เป็นต้น พร้อมรอรับพลังงานคาร์โบไฮเดรตไปด้วย

3. ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัว หรือนมวัว

นมวัว หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ทำจากนมวัว เช่น โยเกิร์ต ชีส ครีม ซึ่งถือเป็นกลุ่มอาหารต้น ๆ ที่เด็กมักเกิดอาการแพ้ขึ้นง่าย มาจาก 2 สาเหตุ อย่างการแพ้โปรตีนเวย์ เคซีน และพันธุกรรม นอกจากนี้ B – Lactoglobulin ก็เป็นการแพ้โปรตีนที่มาจากนมวัวด้วย หรือเรียกอีกอย่างว่า Cow Milk Protein Allergy แต่ถึงจะกินนมวัวไม่ได้ แนะนำให้กินอาหารทดแทนเป็นนมถั่วเหลือง นมแม่ หรือนมไก่ เพราะมีสารอาหารใกล้เคียงแถมกินแล้วจะย่อยได้ง่ายมากกว่านมวัว

4. ไข่

ต้องบอกว่าเด็กทารกสามารถแพ้ได้ทั้งไข่ขาวและไข่แดง ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการนั้นมาจากโปรตีน Ovalbumin, Ovotransternin และ Ovomucoid ที่อยู่ในไข่ เพื่อลดความเสี่ยงลูกแพ้อาหาร หากต้องการให้อาหารเสริมแนะนำช่วง 6 เดือนควรเริ่มให้ไข่แดงก่อน

5. ถั่วแบบต่าง ๆ

สุดท้ายคืออาหารประเภทถั่ว ไม่ว่าจะถั่วเหลือง ถั่วลิสง หรือเมนูอาหารที่ทำจากถั่ว เช่น เต้าเจี้ยว เนยถั่ว เต้าหู้ ซีอิ๊ว คุกกี้ เค้ก ฯลฯ ที่เกิดได้จากกรรมพันธุ์ ทั้งนี้ ในถั่วมีสารไกลโคโปรตีนอยู่ อาจเกิดอาการแพ้อันเนื่องมาจากโปรตีนที่ถั่วสะสมไว้ รวมทั้งคุณแม่ตั้งครรภ์ หรือให้นมลูกแล้วกินนมถั่วเหลืองมากเป็นพิเศษ

คุณพ่อที่อยากรู้ก่อนว่าลูกน้อยของเราแพ้อาหารประเภทใดบ้าง จริง ๆ แล้วสามารถพาลูกไปพบแพทย์เพื่อใช้วิธีสะกิดผิวทำการทดสอบ การเจาะเลือดวัดระดับอาการแพ้ต่อชนิดอาหารนั้น ๆ หรือกรณีที่มีอาการรุนแรง ฉับพลันจะเลือกวิธี Oral Food Challenge Test ก็ได้ ซึ่งแพทย์จะให้เด็กกินอาหารที่สงสัยว่าจะแพ้ในปริมาณที่เหมาะสม สะสมไปจนได้ช่วงเวลาหนึ่ง แล้วสังเกตอาการใกล้ชิด 6 ชั่วโมง ได้ผลทราบแน่ชัดว่าลูกแพ้อาหารหรือไม่ทันที


ติดตาม Papa Expert ได้ที่
Website - papaexpert.com
Blockdit - blockdit.com/papaexpert
Facebook - facebook.com/daipa.papa
Instagram - instagram.com/daipa_papa/