ทำความรู้จัก "อาการแพนิค" (Panic Disorder) ที่คุณอาจกำลังเผชิญแบบไม่รู้ตัว

11 views

1 min read

เคยไหม?! จู่ ๆ ก็กระวนกระวาย รู้สึกตื่นเต้น วิตกกังวลมากกว่าปกติเกิดขึ้นแบบกะทันหัน ซึ่งนั่นเป็นส่วนหนึ่งของอาการแพนิค ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่ากำลังเผชิญอยู่ และวันนี้เราจะพาทุก ๆ คนไปรู้จักกับโรคแพนิคที่หลายคนอาจต้องพบเจอกับตนเอง เพื่อสร้างความเข้าใจ และรับมือกับอาการที่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ

อาการแพนิค คืออะไร

อาการแพนิค หรือ Panic Disorder คือโรคที่เกิดจากการตื่นตระหนกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยที่ไม่มีเหตุผล หรือหาสาเหตุไม่ได้ โดยที่จะแตกต่างจากอาการหวาดกลัว หรือวิตกกังวลทั่วไปที่ต้องมีอะไรมากระตุ้นหรือเป็นสิ่งเร้าต่อเราอย่างชัดเจน โดยที่ผู้ป่วยอาการแพนิค นั้นจะสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นเร็วมากขึ้น หรือหวาดกลัวอย่างรุนแรงทั้งที่ไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย โหดร้ายแต่อย่างใด เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้บ่อย ไม่สามารถคาดเดาได้ โรคแพนิค นี้สามารถพบได้ 3 – 5% ในประชากรทั่วไป ถือเป็นโรคทางจิตเวชอย่างหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วย

สาเหตุของโรคเกิดจากอะไร?

ถามถึงสาเหตุของอาการแพนิค ที่เกิดขึ้นนั้นจริง ๆ ก็มาจากความผิดปกติที่มาจากสารสื่อประสาทในสมอง ระบบประสาทที่มีอัตโนมัติที่มีความไวต่อสิ่งเร้ามากกว่าปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความตื่นตระหนก หรือกังวลมากเกินไป ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อจิตใจนั้นส่งเสริมให้อาการผู้ป่วยมีมากขึ้น ไม่สามารถจัดการกับความกังวล ความรู้สึกนั้นได้ ทำให้เกิดอาการทางกายแสดงออกมาอย่างชัดเจน โดยปัจจัยเสี่ยงที่มีนั้นเป็นได้ทั้งทางกรรมพันธุ์ อาการเจ็บป่วยทางกาย ใช้สารเสพติด อาการเครียดสะสม หรือได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจมากขึ้น

อาการของโรคที่เราสามารถสังเกตได้เป็นอย่างไร?

สำหรับอาการของโรคแพนิค ที่เกิดขึ้นนั้น เราสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน และหากพบว่ามีอาการมากกว่า 5 อย่างขึ้นไป ก็ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการวินิจฉัยรักษาต่อไป

  • ร่างกายเกิดอาการอ่อนแรง ตัวสั่นมาก
  • มีความวิตกกังวล กลัวแบบเกิดขึ้นมากะทันหันอย่างไม่มีสาเหตุ
  • อึดอัด ไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายแบบสะดวกสบายได้
  • มือเท้าเย็นและมีอาการชาอยู่ตลอด
  • วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน
  • มีเหงื่อออกมากผิดปกติ และมีอาการคล้ายจะเป็นลม
  • หัวใจเต้นแรงเร็ว ใจสั่น และส่งผลทำให้เกิดอาการกลัวสุดขีดเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งอาการแพนิคที่เกิดขึ้นเหล่านี้นั้นมักจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ติดต่อกันโดยไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาจจะเกิดขึ้นนาน 10 – 30 นาที ผู้ป่วยมีอาการกังวล กลัว และเกิดกำเริบขึ้นมาได้ ส่งผลกระทบอย่างหนักกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันไปอีก และเมื่อเราไม่ทราบสาเหตุก็ทำให้เกิดการวิตกกังวลมากขึ้น หดหู่ และอาจจะเกิดอาการซึมเศร้าตามมาด้วยก็เป็นได้

การวินิจฉัยและรักษาโรคที่ควรรู้

การวินิจฉัยนั้นแพทย์จะทำการตรวจร่างกาย ตรวจคลื่นหัวใจ และเจาะเลือดเพื่อวัดระดับไทรอยด์ จากนั้นหากผลวินิจฉัยออกมาว่าเป็นอาการแพนิค แพทย์ก็จะเริ่มต้นรักษาต่อไป โดยเป็นทั้งการรักษาด้วยยา และการทำจิตบำบัด ซึ่งการทำจิตบำบัดควบคู่กันนั้นระยะแรกจะมีอาการฉับพลัน และรักษาแบบ Cognitive Behavioral Therapy ที่ช่วยลดอาการได้ดี รวมถึงการผ่อนคลาย ฝึกการหายใจ ช่วยให้เกิดอาการผ่อนคลายมากขึ้น ช่วยบรรเทาอาการได้ดี ส่วนยาที่ใช้รักษานั้นก็จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ

  • ยาคลายกังวล แต่จะไม่นิยมใช้กับผู้ป่วยทุกราย เอาไปใช้เมื่อมีอาการกำเริบแบบกะทันหัน และมีความจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น เพราะโอกาสที่จะหยุดยา หรือพึ่งยามากเกินไปสูงมาก
  • ยากลุ่มต้านเศร้า เป็นความนิยมที่ถูกนำมาใช้มากขึ้น ทำหน้าที่ปรับสารเคมีที่มีในสมอง ลดอาการและสามารถรักษาโรคในระยะยาวได้มากขึ้น เนื่องจากยาต้องใช้เวลาในการออกฤทธิ์ ควรกินให้สม่ำเสมอ และไม่ควรต้องหยุดยาเอง

หากมีอาการป่วยด้วยโรคนี้ จะต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

1. สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการ

  • ควรต้องหาวิธีการผ่อนคลายความเครียด และลดความวิตกกังวลให้ตัวเองจากโรคแพนิค เช่น หากิจกรรมสนุก ๆ ผ่อนคลาย หรืองานอดิเรกที่ชอบทำเป็นประจำ
  • เข้ารับการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง ห้ามขาด หรือหายไปไม่มาอีกเลย
  • กินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ใครที่เกิดโรคกำเริบขึ้นมาต้องพยายามหายใจเข้าอย่างลึก ๆ และหายใจออกอย่างช้า ๆ
  • ฝึกนั่งสมาธิ เพื่อทำให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย รวมถึงช่วยฝึกการหายใจ
  • ฝึกมองโลกในแง่ดี เพื่อเป็นการให้กำลังใจกับตนเองอยู่เป็นประจำ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ต้องหาสภาพแวดล้อมที่ดีต่อตนเองอยู่ หากมีคนรอบตัวดีก็จะคอยให้กำลังใจ และไม่มีมาซ้ำเติมเรากับอาการแพนิค

2. สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อมีอาการ

Sponsored
  • ทำงานหนักจนไม่หลับไม่นอน นอนน้อย
  • ใช้สารเสพติดต่าง ๆ เช่น สูบบุหรี่ กัญชาเสรี ฯลฯ
  • หยุดยา หรือจู่ ๆ ก็ลดยาที่ใช้ด้วยตนเองทั้งที่แพทย์ยังไม่ได้สั่ง
  • ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือมีแอลกอฮอล์
  • ใช้เวลาอยู่กับหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น มือถือ แท็ปเล็ต คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก

อาการแพนิคไม่ได้ถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต แต่ก็สร้างความลำบากใจให้กับผู้ป่วยอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะการใช้ชีวิตในปัจจุบัน กลายเป็นคนที่อยู่ตัวคนเดียว ไม่กล้าทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่ออาการกำเริบ เช่น ขึ้นลิฟต์ การขับรถ ฯลฯ หากรู้ตัวว่าป่วยด้วยโรคนี้อย่ารอช้าที่จะพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป

ติดตาม Papa Expert ได้ที่
Website - papaexpert.com
Blockdit - blockdit.com/papaexpert
Facebook - facebook.com/daipa.papa
Instagram - instagram.com/daipa_papa/

บทความน่ารู้อื่นๆ คลิกไปอ่านกันเลย

1.สาเหตุและวิธีแก้ปัญหาเมื่อ กระจกไฟฟ้ารถยนต์ไม่ทำงาน

2.เลือกสีไหนดี สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด 2565 ใครจะออกรถใหม่อย่าพลาด