ตรวจเช็คสภาพรถยนต์ จำเป็นมากแค่ไหน อะไรบ้างที่ต้องตรวจเช็คเป็นประจำ

6 views

1 min read

สำหรับหลายๆ คน ที่พึ่งจะมีรถเป็นครั้งแรก อาจจะมีข้อสงสัยกันว่าจำเป็นต้องเช็คสภาพรถยนต์เป็นประจำหรือไม่ และการเข้าตรวจเช็คสภาพรถยนต์มีการตรวจอะไรบ้าง วันนี้เราจะพาคุณไปดูคำตอบกัน

ความจำเป็น ในการตรวจเช็คสภาพรถยนต์

รถยนต์เมื่อใช้งานไปเป็นเวลานานตามเงื่อนไขของบริษัทรถยนต์ทุกยี่ห้อ มีการประกันเครื่องยนต์ 3 ปีหรือการที่ขับขี่ไปได้ประมาณ 10,000 กิโลเมตร ก็จะมีตารางคู่มือให้นำรถเข้าไปรับบริการตรวจเช็คสภาพรถ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และเป็นการรักษาสิทธิในเงื่อนไขของการประกันรถยนต์ อีกทั้งยังช่วยในการดูแลรถยนต์อย่างถูกวิธีเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยืดออกไปได้มาก และไม่ต้องเสียเงินซ่อมใหญ่ เพราะสามารถแก้ไขได้ตอนที่ยังเกิดแต่น้อย และที่สำคัญที่สุดคือปลอดภัยของผู้ขับขี่ และผู้โดยสารที่ใช้รถยนต์คันนั้น จะได้มั่นใจว่ามีความปลอดภัยมากขึ้นนั่นเอง

สิ่งที่ต้องตรวจเช็ค มีอะไรบ้าง

การตรวจเช็คสภาพรถยนต์ก็เปรียบได้กับร่างกายของคนเรานั้นเองเมื่อใช้งานไปสักระยะหนึ่ง อาจจะต้องมีการสึกหรอของอะไหล่ ซึ่งเมื่อได้ตรวจเช็คก็จะรู้ว่ามีส่วนไหนที่ควรจะต้องเปลี่ยน หรือมีการซ่อมแซมหรือไม่ หากมีต้องซ่อมก็จะได้ซ่อมให้ทันเวลา ซึ่งเรื่องที่ต้องเช็คมีอะไรบ้าง

1. ตรวจความถูกต้องข้อมูลของรถ

ซึ่งดูว่าแผ่นป้ายทะเบียนรถตรงกับรถหรือไม่ ลักษณะรถเป็นอย่างไร แบบรถรุ่นไหน สีรถ ได้หมายเลขตัวรถ ชนิดเครื่องยนต์ เลขเครื่องยนต์ และเชื้อเพลิงถูกต้องตามที่ระบุไว้ในเอกสารประจำรถหรือไม่

2. ตรวจพินิจภายในและภายนอกรถ

เป็นการตรวจเช็คสภาพรถเพื่อดู

  • สภาพตัวถังรถ สีของรถอุปกรณ์เกี่ยวกับความปลอดภัย
  • ที่นั่ง เข็มขัดนิรภัย
  • ระบบไฟส่องสว่าง ไฟสัญญาณ อุปกรณ์ไฟฟ้า
  • พวงมาลัย ที่ปัดน้ำฝน
  • วงล้อและยาง ว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่

3. การตรวจพินิจใต้ท้องรถ

ตรวจเช็คสภาพรถยนต์ระบบบังคับเลี้ยว ระบบรองรับน้ำหนัก ระบบเบรค ตรวจเครื่องยนต์ ตรวจระบบส่งกำลัง ตรวจสภาพตัวถังโครงคัทซี ระบบไอเสีย ระบบเชื้อเพลิง กงล้อรวมถึงยางให้อยู่ในสภาพใช้งานได้อย่างปกติหรือไม่


4. การทดสอบประสิทธิภาพห้ามล้อหรือระบบเบรค

จะทำการตรวจสอบอุปกรณ์ทุกชิ้นว่าอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้หรือไม่ซึ่งทำการทดสอบประสิทธิภาพบนลูกกลิ้ง

วิธีการดังนี้

Sponsored
  • แรงห้ามล้อขณะจอดทุกล้อรวมกันต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักตัวรถ
  • และห้ามล้อหลักทุกล้อรวมกันไม่น้อยกว่า 50 ของน้ำหนักตัวรถ
  • ผลต่างของแรงห้ามล้อด้านขวาและด้านซ้ายต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของแรงห้ามล้อสูงสุดในเพลานั้น

5. การตรวจสอบวัดโคมไฟหน้า

ซึ่งจะสอบทิศทางเบี่ยงของลำแสงและวัดค่าความเข้มของแสงจะมีหลักเกณฑ์ดังนี้

  • โคมไฟแสงพุ่งต่ำมุมกดแนวราบโดยความเข้มส่องสว่างดวงไฟแต่ละดวงไม่น้อยกว่า 1,400 แคนเดลลา ตลอดจนทิศทางไม่เบี่ยงเบนไปทางขวาและไม่สูงเกินกว่าเส้นแนวราบ
  • โคมไฟแสงพุ่งไกล มีความมีความเข้มส่องสว่างของดวงใจแต่ละดวงไม่น้อยกว่า 10,000 แคนเดลลา และทิศทางไม่เบ่งเบียนไปด้านขวาและไม่สูงเกินกว่าเส้นแนวราบ

6. การตรวจวัดก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์

การตรวจเช็คสภาพรถยนต์วัดก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์และก๊าซไฮโดรคาร์บอนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลซึ่งมีที่นั่งไม่เกิน 7 ที่นั่งในลักษณะเก่งกำหนดไว้ว่า

  • จดทะเบียนก่อน 1 พย 2536 ค่าก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ไม่เกินร้อยละ 4.5 และค่าก๊าซไฮโดรคาร์บอนไม่เกิน 600 ส่วนในล้านส่วน
  • จดทะเบียน 1 พย 2556 ถึง 31 ก.ค 2549 ค่าก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ไม่เกินร้อยละ 1.5 และค่าก๊าซไฮโดรคาร์บอนไม่เกิน 200 ส่วนในล้านส่วน
  • และค่าก๊าซไฮโดรคาร์บอนไม่ควรเกิน 100 ส่วนในล้านส่วน

7. รถยนต์ที่ติดเครื่องยนต์ดีเซล

จำเป็นต้องตรวจวัดควันดำซึ่งใช้ระบบกระดาษกรองต้องไม่เกินร้อยละ 50 และระบบวัดความเข้มแสงก็ไม่เกินร้อยละ 45

8. การตรวจวัดเสียง

รถยนต์บางคันเมื่อสภาพยังใหม่อยู่เสียงก็ยังคงอยู่ในระดับปกติ แต่หากว่ารถยนต์คันนั้นเริ่มเก่าแล้วอาจจะทำให้มีเสียงที่ดังมากขึ้น การตรวจเช็คสภาพรถยนต์ของเสียงเราจะทำให้รู้ได้ว่ารถยนต์มีความผิดปกติเสียงดังมากเกินที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ซึ่งเสียงของรถยนต์ที่ได้มาตรฐานต้องไม่เกิน 100 เดซิเบล

รถประเภทไหนที่ไปตรวจสภาพที่ตรอ. ไม่ได้

  1. รถยนต์ที่ดัดแปลงสภาพไปจากที่ได้จดทะเบียนไว้
  2. รถที่เปลี่ยนสีหรือเปลี่ยนแปลงตัวถังรถรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดของเราได้ผิดไปจากเดิม ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนคู่มือรถ
  3. รถที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลขตัวถังรถเลขเครื่องยนต์ไม่ตรงกัน หรือเลขชำรุดรวมถึงมีการแก้ไขขูดลบ ตัวเลขลบเลือนไปจนไม่สามารถตรวจสอบได้
  4. รถที่เจ้าของไม่ได้แจ้ง การไม่ใช้ชั่วคราว แจ้งการไม่ใช้รถตลอดไปเอาไว้
  5. รถเก่าที่มีเลขทะเบียนเป็นเลขทะเบียนรุ่นเก่า
  6. รถที่มีปัญหาเกี่ยวกับการถูกโจรกรรมไปแล้วและได้คืน
  7. รถที่ได้สิ้นอายุภาษีประจำปีไปแล้วเกิน 1 ปี

การตรวจเช็คสภาพรถยนต์เจ้าของรถสามารถนำรถไปตรวจสภาพได้ที่ตรวจสภาพรถยนต์เอกชน หรือ ตรอ ที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บ้านของผู้ขับขี่ได้ โดยมีระยะเวลาที่นำรถไปตรวจสภาพได้ล่วงหน้าไม่เกิน 3 เดือนก่อนถึงวันหมดอายุภาษีของแต่ละปี เจ้าของรถคันไหนที่อยู่ในสภาพดังกล่าวก็เตรียมนำไปตรวจเช็คสภาพกันได้

ติดตาม Papa Expert ได้ที่
Website - papaexpert.com
Blockdit - blockdit.com/papaexpert
Facebook - facebook.com/daipa.papa
Instagram - instagram.com/daipa_papa/