รู้ก่อนป้องกันได้ทัน "ไข้ฝีดาษลิง" โรคระบาดใหม่ในเมืองไทย

7 views

1 min read

นอกจากโควิด – 19 ที่ยังคงระบาดอยู่ต่อเนื่องแล้วนั้น ยังมีอีกโรคระบาดใหม่ในเมืองไทยที่น่ากลัวเผลอ ๆ น่ากลัวกว่าด้วยซ้ำ อย่าง โรค “ไข้ฝีดาษลิง” เพราะพอติดแล้วจะหายยากมาก!! และวันนี้เราอยากให้ทุก ๆ ไปศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคฝีดาษลิงที่ควรรู้พร้อมกันผ่านบทความนี้ เพื่อให้สามารถป้องกันตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำความรู้จัก "ไข้ฝีดาษลิง" โรคระบาดใหม่ในเมืองไทย

ไข้ฝีดาษลิง หรือ Monkeypox เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน และต่อมาเชื้อได้พัฒนาตัวเองและกลายเป็นการติดต่อผ่านคนสู่คน โดยที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Poxviridae ซึ่งจัดอยู่ในจีนัส Orthopoxvirus ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมาก็ได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข กรมควบคุมโรค เกี่ยวกับโรคระบาดใหม่นี้ในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย เพื่อเป็นการเฝ้าติดตามสถานการณ์ รวมถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้น

กระนั้นตัวเราเองสามารถป้องกันได้ อย่างแรกคือการศึกษาถึงสาเหตุของการแพร่ระบาดของไข้ฝีดาษลิง โดยสามารถเกิดขึ้นได้นอกจากการสัมผัสกับลิงแล้ว ยังเกิดกับสัตว์ประเภทใช้ฟันแทะอย่าง หนู หรือกระรอกได้ โดยมีสาเหตุหลัก ๆ คือ

  • ติดจากสารคัดหลั่ง ที่เป็นตุ้มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อต่าง ๆ โดยที่จะเป็นตุ่มหนองจากสัตว์ติดเชื้อ หรือการถูกสัตว์ที่มีเชื้อมากัด มาข่วน
  • ติดโรคจากการสัมผัสโดยตรงกับเลือกที่มีเชื้อ
  • การแพร่เชื้อจากคนสู่คนที่โอกาสอาจมีน้อยแต่ก็มีขึ้นได้ แต่ก็ต้องมาจากการติดต่อสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยผ่านทางสารคัดหลั่ง หรือระบบทางเดินหายใจ
  • การประกอบอาหาร หรือเอาเนื้อสัตว์ป่ามาใช้ รวมถึงการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก หรืออาจจะติดทางอ้อมจากการสัมผัสที่นอนของสัตว์ป่วยมีเชื้ออยู่แล้ว
  • การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีการปนเปื้อนเชื้ออยู่แล้ว และเมื่อคนรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะเวลาในการฟักตัวที่ 7 – 14 วัน หรือบางคนอาจจะนาน 21 วันก็มี

อาการของโรคฝีดาษลิงที่พบเห็นเป็นยังไง??

ทั้งนี้ ในส่วนของความสงสัยฝีดาษลิงอาการเป็นยังไง?? โดยทั่วไปอาการไข้ฝีดาษลิงจะพบได้รุนแรงในเด็ก ซึ่งในประเทศแอฟริกาพบว่าอัตราการเสียชีวิตมากกว่า 10% แต่ก็สามารถหายเองได้ด้วย ซึ่งฝีดาษลิงอาการที่เกิดขึ้นจะมีระยะเวลาการฟักตัวทั้งสิ้น 4 ระยะด้วยกัน คือ

1. ไข้ฝีดาษลิงระยะฟักตัว จะไม่แสดงอาการในช่วง 5 – 44 วันหลังจากที่ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย

2. ระยะไข้ที่เกิดขึ้น 1 – 4 วัน ก็จะมีอาการอย่างที่บอก คือ เจ็บคอ, ปวดหัว, ปวดกล้ามเนื้อ, หนาวสั่น, อ่อนเพลีย, ต่อมน้ำเหลืองโต

3. ระยะผื่น 1 – 2 สัปดาห์ ก็จะเกิดเป็นผื่นแบน ผื่นนูน หรือมีผื่นน้ำใสใต้ผิวหนังเกิดขึ้นด้วย ซึ่งผื่นมักจะขึ้นตามใบหน้า แขน ขา รองลงมาคือลำตัว โดยลักษณะของผื่นจะเริ่มจากเป็นจุดสีแดง ๆ กลม ๆ มาก่อน หลังจากนั้นก็เป็นตุ่มน้ำใส และเป็นตุ่มหนอง กลายเป็นสะเก็ดที่ถือเป็นช่วงระยะเวลาที่แพร่เชื้อไปสู่คนอื่น ๆ ได้สูงสุด

4. ระยะฟื้นตัว อยากที่บอกไปว่าเป็นระยะเวลาที่จะอยู่ประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น

แล้วอาการแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ หรือสามารถรักษาได้เอง?? ก็ถือเป็นอีกความสงสัยที่หากเกิดติดเชื้อขึ้นมา หรือสงสัยว่าจะติดเชื้อจะต้องแยกผู้เสี่ยงออกจากคนอื่น ๆ ตั้งแต่เวลา 21 – 28 วัน หรือจนกว่าที่ผื่นจะตกสะเก็ด แนะนำเลยว่าให้ผู้สัมผัสใกล้ชิดรีบแยกออกจากทุก ๆ คนได้เลย และสังเกตอาการตัวเอง ทั้งนี้ ผู้ที่เคยได้รับวัคซีนไข้ทรพิษ หรือเกิดก่อน พ.ศ.2023 หรือมีอายุมากกว่า 42 ปี จะมีความเสี่ยงติดเชื้อไข้ฝีดาษลิงนี้ได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่เคยฉีดมาก่อน 5 เท่า หรือลดโอกาสเกิดโรคได้มากถึง 80 – 90% เลยทีเดียว

แล้วเราจะสามารถป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ยังไง?

สำหรับความสามารถในการป้องกันไข้ฝีดาษลิงนั้นเราสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการแนะนำมาจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข คือ

1. ไม่นำเอาสัตว์ป่ามาเลี้ยง หรือเอาสัตว์ที่มีในต่างประเทศเข้ามาโดยที่ไม่มีการคัดกรองโรค

Sponsored

2. หลีกเลี่ยงไม่ให้มีการสัมผัสกับเลือด ตุ่มหนอง หรือสารคัดหลั่งของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือสัตว์ป่า รวมถึงผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง หรือถ้าจะต้องสัมผัสควรใส่ถุงมือแล้วเอาไปทิ้งหลังใช้เสร็จ

3. หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ที่ไม่ปรุงสุก หรือสุก ๆ ดิบ ๆ

4. กรณีที่เดินทางกลับมาจากประเทศที่เขตติดโรค หรือมีความเสี่ยงติดโรค ต้องทำการเฝ้าระวังอาการจนได้ครบ 21 วัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงคนอื่น ๆ และหากมีอาการเจ็บป่วยเกิดขึ้นแล้วให้รีบพบแพทย์ทันที และแยกตัวไม่ให้มีการแพร่กระจายเชื้อ

5. หมั่นล้างมืออยู่บ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือเจล / สเปรย์แอลกอฮอล์หลังจากที่มีการสัมผัสคนผู้เสี่ยงติดเชื้อ หรือสัตว์ต่าง ๆ หรือหลังจากเดินทางเข้าไปในป่า

ไข้ฝีดาษลิงในปัจจุบันนั้นยังไม่ได้มีผู้ป่วยที่อาการรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยจะสามารถหายจากโรคได้เองอยู่ที่ 2 – 4 สัปดาห์ หากผู้ป่วยมีอาการที่รุนแรง มีโรคประจำตัว และมีภูมิคุ้มกันต่ำ ก็จะมีการรักษาด้วยยา Tecovirimat, Cidofovir, Brincidofovir ซึ่งจัดเป็นยาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับตัวยารักษาโรคไข้ทรพิษ แต่ทางที่ดีลดความเสี่ยงสัมผัสสิ่งของร่วมกับผู้มีอาการ หรือป้องกันตัวเองอย่างเต็มที่ด้วยวิธีที่เราแนะนำ

ติดตาม Papa Expert ได้ที่
Website - papaexpert.com
Blockdit - blockdit.com/papaexpert
Facebook - facebook.com/daipa.papa
Instagram - instagram.com/daipa_papa/

บทความน่ารู้อื่นๆ คลิกไปอ่านกันเลย

1.มือใหม่อย่าพลาด แนะนำ 7 กระดานเทรดคริปโตน่าเชื่อถือ ลงทุนได้ชัวร์

2.4 คำตอบแห่งยุค ว่าจะลุกขึ้นมาลงทุนค้าขายอะไรดี ?