แนะนำให้รู้จักกับ Kakeibo เทคนิคการใช้เงินของคนญี่ปุ่น ช่วยให้มีเงินเก็บมากขึ้น

26 views

1 min read

เมื่อถึงวัยที่สามารถหาเงินใช้ด้วยตนเองได้ก็เป็นเรื่องปกติสำหรับคนทำงานที่รู้สึกเหมือนหลุดมาจากโลกที่ต้องเคยขอเงินพ่อแม่ บ่อยครั้งการใช้เงินจึงเกิดความฟุ่มเฟือยมากเกินเหตุ ซื้อของบางประเภทที่ไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นขนาดนั้น และเมื่อถึงจุดหนึ่งจะเริ่มรู้สึกว่าตนเองควรรู้จักวิธีใช้เงินอย่างถูกต้อง เพื่อการมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น และไม่ต้องเครียดกับปัญหาเงินไม่พอใช้ จึงอยากแนะนำให้รู้จักกับเทคนิค Kakeibo

เทคนิคการใช้เงินแบบ Kakeibo วิธีที่ช่วยให้มีเงินเหลือเก็บสไตล์คนญี่ปุ่น

ชนชาติญี่ปุ่นถือว่ามีวิธีพัฒนาตนเองอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาแค่ไม่กี่ปีหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขาก็ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในด้านต่าง ๆ ของเอเชียและระดับโลกได้อย่างน่าภาคภูมิ ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ถูกยกย่องมาก ๆ นั่นคือเรื่องของความประหยัด มัธยัสถ์ อดออม รู้จักการใช้เงินให้เหมาะสมว่าควรทำอย่างไรให้ตนเองมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น นั่นจึงเป็นที่มาของเทคนิค Kakeibo

จุดเริ่มต้นของเทคนิคการใช้เงินแบบ Kakeibo มาจาก Hani Motoko มีอาชีพเป็นนักเขียนหญิงที่ได้รับการยกย่องคนแรกของประเทศ เขาได้คิดค้นคำ ๆ นี้มาตั้งแต่ปี 1904 เป็นภาษาญี่ปุ่นหากแปลมาเป็นภาษาไทยก็จะได้ทำนองว่า “การแยกประเภทบัญชีใช้จ่ายภายในครัวเรือน” ในช่วงแรกแนวคิดนี้ถูกใช้กันเฉพาะในญี่ปุ่นกระทั่งเมื่อชาวต่างชาติเริ่มรู้จักและเอาไปปรับใช้งานก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเงินของตนเอง มีเงินเหลือเก็บมากขึ้น ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ คล่องตัว ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินเหมือนในอดีต

เทคนิค Kakeibo มีแนวคิดและวิธีทำอย่างไรบ้าง

การใช้เงินแบบ Kakeibo แทบไม่ต่างจากการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายปกติ จุดประสงค์คือเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างเงินเข้า-ออกของตนเองว่าสมดุลมากน้อยเพียงใด หลักการนี้เน้นย้ำว่าควรเลือกวิธีจดใส่สมุดบัญชีมากกว่าการพิมพ์ตัวหนังสือลงบนแอปพลิเคชันหรือคอมพิวเตอร์ เพราะการจดบันทึกจะสร้างความจำได้ดีที่สุด อย่างไรก็ตามความแตกต่างจนทำให้เทคนิค Kakeibo พิเศษกว่ารูปแบบอื่น ๆ มาจากคำถามที่ถูกตั้งเป็นข้อสงสัยขึ้นมาก่อนจะซื้ออะไรสักอย่างในชีวิต ดังนี้

  • หากไม่ได้ใช้ของชิ้นนี้ มีชีวิตอยู่ได้หรือไม่? เพื่อให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วของที่ต้องการซื้อเป็นเพียงแค่การใช้เงินฟุ่มเฟือย หรือเป็นของสำคัญที่ควรมีในชีวิตกันแน่
  • มีเงินเหลือพอที่จะซื้อหรือไม่? ในกรณีที่ซื้อเพียงเพราะหน้าตาทางสังคม ทว่าหลังจากนั้นต้องกู้หนี้ยืมสิน หรืออดมื้อกินมื้อ มันตอบโจทย์ชีวิตจริงไหม
  • ซื้อมาแล้วได้ใช้งาน หรือแค่ซื้อแล้วปล่อยวางทิ้งแบบไร้ค่า? คิดให้ลึกไปอีกขั้นว่าการใช้เงินซื้อของสิ่งนั้นมาจะได้ใช้งานจริง ๆ หรือแค่ใช้พักเดียวแล้วปล่อยวางทิ้งไว้แบบไร้ค่า
  • ซื้อแล้วมองหาพื้นที่เก็บไว้หรือยัง? หลายคนใช้เงินฟุ่มเฟือยโดยไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่ามีพื้นที่พอสำหรับเก็บสิ่งเหล่านี้หรือไม่ เช่น การซื้อรถยนต์ทั้ง ๆ ที่ยังหาที่จอดไมได้ด้วยซ้ำ
  • เคยเห็นของจากที่ไหน ทำไมจึงอยากได้ ลองไล่คิดดูว่าความประทับใจแรกที่ได้เห็นสิ่งของดังกล่าวมาจากไหน แล้วเมื่อเวลาผ่านไปยังอยากได้เหมือนเดิมจริงหรือแค่เป็น First Impression ที่ติดอยู่ในใจเฉย ๆ
  • อารมณ์ของวันนี้เป็นยังไง? ก่อนตัดสินใจซื้อของชิ้นดังกล่าวลองถามตนเองสักนิดว่าอารมณ์วันนี้เป็นยังไงบ้าง โกรธ เครียด เศร้า คิดลบจนรู้สึกแค่อยากจับจ่ายเพื่อระบายสิ่งเหล่านั้นออกมา
  • เมื่อซื้อแล้วจะรู้สึกอย่างไรบ้าง? คิดต่อถึงอนาคตเพิ่มไปอีกสักนิดว่าเมื่อซื้อสิ่งเหล่านี้มาแล้วจะรู้สึกอย่างไร ประทับใจ มีความสุข หรือไม่ได้รู้สึกอะไรเลย แค่อยากซื้อก็ซื้อ พอได้แล้วก็พึงพอใจ

ที่กล่าวมานี้เป็นแนวทางตั้งคำถามตามหลักการใช้เงินแบบ Kakeibo สังเกตว่าหลักการนี้จะไม่ได้ห้ามให้คุณได้ซื้อในสิ่งที่ต้องการ รวมถึงยังไม่มีข้อไหนที่บอกให้เก็บเงินแยกบัญชีหรือเก็บเป็นเดือน ๆ จากรายได้ด้วยซ้ำ ทว่าความตั้งใจหลักจริง ๆ คืออยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าของเงินก่อนตัดสินใจซื้อสิ่งต่าง ๆ ถามตนเองเพิ่มเติมว่าแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นความปรารถนาที่ต้องนำมาใช้จริง ๆ หรือเพียงแค่สนองความคาดหวัง ความต้องการของตนเองเท่านั้น เมื่อได้มาแล้วก็ไม่ต่างจากของทั่ว ๆ ไปที่วางขายตามท้องตลาด

อีกสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างดีสำหรับการเลือกแนวคิดนี้คือ ทุกคนไม่ควรตกเป็นทางทางการตลาดกับธุรกิจไม่ว่าประเภทใดก็ตาม เพราะสิ่งเหล่านี้มันเพียงแค่ล่อตาล่อใจให้เข้าหา พยายามดึงเอากิเลสและความอยากใช้เงินฟุ่มเฟือยออกมา แต่เมื่อถึงจุดที่ใช้ไปเรียบร้อยกลับไม่ได้รู้สึกถึงความพิเศษ หรือความจำเป็นที่จะต้องใช้งานอะไรมากนัก อาจเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบที่อยากได้ พอถึงเวลาซื้อไปแล้วก็มักปลอบใจตนเองว่าอุตส่าห์ซื้อมาใช้แค่ไม่กี่ครั้งก็นับว่าคุ้ม

Sponsored

แต่เมื่อมองย้อนไปจริง ๆ หากไม่มีการใช้เงินดังกล่าวเกิดขึ้น เงินก็จะเหลือเก็บเอาไว้ทำอย่างอื่นในช่วงสำคัญของชีวิต หรือมีเรื่องจำเป็นมากกว่า ดังนั้นใครอยากนำเอาแนวคิด Kakeibo ไปใช้ก็ไม่มีปัญหา เพียงแค่ต้องมีสติทุกครั้งเมื่อใช้เงิน แล้วการเก็บเงินก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ติดตาม Papa Expert ได้ที่
Website - papaexpert.com
Blockdit - blockdit.com/papaexpert
Facebook - facebook.com/daipa.papa
Instagram - instagram.com/daipa_papa/