มือ เท้า ปาก โรคอันตรายที่คุณพ่อต้องคอยระวังไม่ให้เกิดกับลูก

6 views

1 min read

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรคภัยไข้เจ็บที่กำลังแพร่ระบาดกับเด็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง ณ ขณะนี้คงหนีไม่ “มือ เท้า ปาก” ซึ่งถือเป็นโรคอันตรายที่คุณพ่ออย่างเราควรต้องคอยระวังไม่ให้เกิดขึ้นกับลูกเด็ดขาด ทว่าโรคอันตรายนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร อาการที่ต้องสังเกต มีการรักษาไหม แล้วจะป้องกันอย่างไร? คุณพ่อคนไหนสงสัยและอยากรู้คำตอบตามเรามาทางนี้ด่วน

สาเหตุและอาการของมือ เท้า ปากที่คุณพ่อต้องศึกษา

สำหรับสาเหตุการเกิดนั้นต้องบอกว่า “โรคมือ เท้า ปาก” เป็นโรคอันตรายที่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคนั้น ได้แก่ เอนเทอโรไวรัส 71 และคอกซากีไวรัส เอ16 กลุ่มเสี่ยงก็จะเป็นลูกน้อยที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี รวมถึงทารกแรกเกิดก็มีโอกาสเป็นได้ โดยอาการของโรคเริ่มต้นจะเหมือนไข้หวัด คือมีแผลร้อนใน หรือตุ่มใสหลายแห่งในปาก มีผื่นแดงหรือตุ่มใสขนาดเล็ก และเจ็บที่นิ้วมือ ฝ่าเท้า ฝ่ามือ หรือก้น อาการไข้จะอยู่ประมาณ 5 – 7 วัน  อย่างไรแล้วมือ เท้า ปากถือว่ามีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แนะนำให้สังเกตสัญญาณเตือนที่คุณพ่อต้องศึกษา นั่นคือ

  • ลูกบ่นปวดหัวมาก ๆ แบบปวดจนเริ่มทนไม่ไหว
  • ปวดต้นคอ หรือลำคอแข็ง ซึมลง อาเจียน การรับรู้เริ่มสับสนงุนงง
  • ไม่รู้สึกอยากเล่น หรือไม่อยากกินนมกินอาหาร
  • มีอาการสะดุ้งแบบผวา แขนหรือมือสั่นบ้าง ตัวสั่น
  • มีอาการหายใจเร็ว ไอ หน้าดูซีดเหนื่อย ซึ่งบางคนอาจไม่มีไข้
  • เริ่มพูดไม่รู้เรื่อง หรือเห็นภาพหลอนแปลก ๆ

การรักษาโรคอันตรายนี้อยากรู้มีไหม?

ต้องอธิบายก่อนว่าเมื่อลูกน้อยมีอาการข้างต้นแล้วพบแพทย์ แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคตามอาหาร ผื่นที่พบอาจเป็นได้ทั้งมือ เท้า ปาก หรือโรคผื่น โรคอีสุกอีใส แต่หากมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงแพทย์จะตรวจเพิ่มเติม อย่างการส่งตรวจสารคัดหลั่ง หรืออุจจาระเพื่อหาเชื้อ ใช้เวลาประมาณ 1 – 7 วัน การเพาะเชื้อไวรัส รวมถึงการตรวจหายีนของไวรัสแบบ PCR หรือ polymerase chain reaction

โรคมือ เท้า ปากนี้นั้นปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโดยเฉพาะ ซึ่งแพทย์จะรักษาไปตามอาการทั่วไป หากลูกน้อยมีอาการเพลียจากการขาดอาหารและน้ำ คุณพ่อต้องพยายามป้อนให้ได้ น้ำ นม อาหารอ่อน ฯลฯ บางคนเพลียมากต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลก็จะให้น้ำเหลือทางหลอดเลือด พร้อมกินยาแก้ปวด หรือหยอดยาชาไม่ให้เจ็บแผล

ทำไมลูกน้อยถึงป่วย “มือ เท้า ปาก” ได้?

ปัจจุบันประเทศไทยเกิดการระบาดมือ เท้า ปาดในโรงเรียนซึ่งเป็นทั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือชั้นอนุบาลเด็กเล็ก มีระยะเวลาการฟักตัวอยู่ที่ 7 วัน (1 สัปดาห์) ทำให้เกิดการติดต่อจากกันได้ โดยการติดต่อมีทั้งทางตรงและทางอ้อม

  • ติดต่อแบบทางตรงได้จากการสัมผัสน้ำลาย น้ำมูก และอุจจาระของผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัว
  • ติดต่อแบบทางอ้อมได้จากการสัมผัสมือผู้เลี้ยงดูที่จับเด็กที่เป็นมาก่อน ผ่านของเล่น หรืออาหาร น้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ

แม้ว่าการแพร่ระบาดของมือ เท้า ปาก จะติดต่อสู่เด็กได้ แต่ส่วนใหญ่มักมีอาการไม่มากและหายเอง แต่ที่ฟังดูน่ากลัวและติดต่อง่าย รวดเร็ว เพราะสายพันธุ์ทั้ง 2 ที่บอกไปมีความดุเป็นพิเศษ จึงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด จริง ๆ ควรทั้งคุณครูที่โรงเรียน และคุณพ่อ

Sponsored

วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดโรคควรทำอย่างไร?

ด้วยความที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก สิ่งที่ช่วยได้ดีที่สุดก็คือการดูแลรักษาสุขอนามัย วิธีการดูแลสำหรับคุณพ่อที่มีต่อลูกไม่ยุ่งยาก คือ

  • หากพบว่ามีผู้ป่วยอยู่ในความดูแลของโรงเรียน ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็ก ๆ ไปคลุกคลีเล่นด้วยกัน
  • พี่เลี้ยงดูแลเด็กที่โรงเรียน หรือสถานรับเลี้ยงเด็กควรล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบจับอาหารให้เด็ก และต้องปรุงอาหารให้สุก สด ใหม่อยู่ตลอด ไม่ควรมีแมลงวันตอม น้ำดื่มเองก็ต้องสะอาดด้วย
  • คุณพ่อต้องพยายามสอนให้ลูกใช้ภาชนะส่วนตัว ไม่ให้ไปใช้กับคนอื่น สิ่งสำคัญคือจาน ชาม ช้อน แก้วน้ำ และขวดนม เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสเข้าปาก
  • หากเด็กมีน้ำมูก หรือมีลายไหลเปื้อน เมื่อเช็ดให้แล้วต้องรีบล้างมือให้สะอาด
  • หากเสื้อผ้า หรือผ้าอ้อมเปื้อนอุจจาระคุณพ่อต้องรีบซักทำความสะอาดให้เร็วที่สุด และการทิ้งน้ำซักต้องทิ้งในโถส้วมแล้วราดเท่านั้น ห้ามทิ้งโดยตรงลงท่อระบายน้ำ
  • เมื่อสังเกตและตรวจสอบพบว่าเข้าข่ายเสี่ยงมือ เท้า ปาก ให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย และหากวินิจฉัยแล้วป่วยด้วยโรคอันตรายนี้จริง ต้องให้ลูกหยุดเรียนทันทีต่อเนื่อง 7 วัน (1 สัปดาห์) หรือจนกว่าแผลในปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้าจะหายไป

อย่างไรแล้ว หากมีการติดเชื้อโรค มือ เท้า ปากภาวะรุนแรง จนถึงขั้นเสียชีวิตลงในที่สุด อยากแนะนำสถานศึกษา สถานรับเลี้ยงเด็กว่าให้ทำการปิดโรงเรียนอย่างน้อย 14 วัน (2 สัปดาห์) พร้อมทำความสะอาดทุกสิ่งให้เรียบร้อย พบว่าเด็กป่วยด้วยโรคนี้ให้คัดออกตั้งแต่เดินเข้าประตูโรงเรียน และต้องล้างมือให้สม่ำเสมอ เช็ดถูกโต๊ะ เก้าอี้ ทำความสะอาดห้อง และของเล่นต่าง ๆ

สุดท้ายนี้ สิ่งสำคัญมากที่สุดคงหนีไม่พ้นคุณพ่อ รวมถึงคุณแม่ ผู้ปกครองที่ถือเป็นผู้ใกล้ชิดลูกน้อยอย่างที่สุด จึงควรต้องคอยสังเกตอาการที่เกิดขึ้นกับลูกด้วย และหากสังเกตอาการดูแล้วพบว่าเข้าข่ายมือ เท้า ปาก ดังคำแนะนำข้างต้น ให้รีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยทันที

ติดตาม Papa Expert ได้ที่
Website - papaexpert.com
Blockdit - blockdit.com/papaexpert
Facebook - facebook.com/daipa.papa
Instagram - instagram.com/daipa_papa/