รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ต้องดูแลรักษาอย่างไรให้รถไม่งอแง

22 views

1 min read

ปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีรถยนต์แบบไฟฟ้าให้เราได้ใช้งานกันแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าสะดวกสบาย และประหยัดเงินเติมน้ำมันที่ทุกวันนี้ปรับเพิ่มสูงเรื่อย ๆ แต่กระนั้นรถยนต์พลังงานไฟฟ้ายังถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับบ้านเรา จะมีวิธีดูแลรักษายังไง? นี่คงเป็นความอยากรู้และต้องการคำตอบของใครหลายคน เราไม่รอช้ารีบไปหาข้อมูลมาให้ รับรองว่าดูแลแบบนี้รถไม่งอแงแน่นอน

ความแตกต่างของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า VS รถยนต์แบบทั่วไป

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า : หรือเรียกอีกอย่างว่า EV เป็นรถทางเลือกที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าแบบ 100% สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ โดยมีแบตเตอรี่ที่จะกักเก็บพลังงานเอาไว้อย่างดี ไม่มีมลพิษทางอากาศให้เราป่วยจิต พร้อมรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นอย่างดี ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ต้องเปลี่ยนอะไหล่เลยก็ทำให้เครื่องยนต์มีจำนวนลดลงด้วย แต่กระนั้นรถยนต์แบบนี้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่เรื่องของสถานีชาร์จหรือระยะทางที่ยังไม่มากพอ หาอู่รถซ่อมยาก และต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเช็กสภาพรถต่าง ๆ เท่านั้น เพราะเป็นงานเฉพาะทางที่จะเอาใครมาตรวจเช็กไม่ได้เลยจริง ๆ

รถยนต์แบบทั่วไป : หรือเรียกอีกอย่างว่าเครื่องสันดาป ที่จะต้องมีการใช้พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนทั้ง ดีเซล เบนซิน รวมถึงแก๊สโซฮอล์ ภายในเครื่องยนต์มีชิ้นส่วนต่าง ๆ เยอะ มีการเปลี่ยนหรือซ่อมหลายอย่างเกิดขึ้นได้ แต่การดูแลจะง่ายกว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้า และมีอู่ซ่อมที่หลากหลายรองรับจำนวนมาก

วิธีการดูแลรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าให้ใช้ได้ยาวนาน รถไม่มีงอแง

1. ดูระบบเบรก

ต้องบอกเลยว่าเรื่องของระบบเบรกกับรถยนต์ไฟฟ้านั้นค่อนข้างมีความสำคัญ ซึ่งจะแตกต่างจากระบบเบรกของรถยนต์ทั่วไปที่เราใช้งาน แน่นอนว่าอายุการใช้งานของผ้าเบรกสำคัญมาก เพราะระบบเบรกจะมีระบบไฟชาร์จกลับขณะที่ทำการเหยียบเบรก และพร้อมช่วยเพิ่มกำลังไฟให้เพื่อการเดินทางที่ยาวนานมากขึ้น พร้อมเป็นการถนอมผ้าเบรกให้เราใช้งานได้ยาวนานด้วย แนะนำว่าให้สังเกตการทำงานของผ้าเบรก ไม่ควรมีเสียงดัง

2. หัวชาร์จ หรือที่ชาร์จไฟฟ้าตัวรถ

ด้วยความที่เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเรื่องของอุปกรณ์หัวชาร์จ หรือที่ชาร์จไฟฟ้าตัวรถจึงค่อนข้างสำคัญ ควรเลือกที่ชาร์จเดิมที่มาจากตัวรถอยู่แล้ว เพราะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ได้จากศูนย์บริการ มีความปลอดภัย มีระบบป้องกันไฟฟ้าที่เหมาะสม ไม่ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร หรือเกิดประกายไฟ ไม่ควรใช้หัวชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานเพราะจะส่งผลต่อตัวรถได้ง่ายมาก

3. มอเตอร์รถยนต์

ถือเป็นส่วนประกอบที่มีความสำคัญมาก ๆ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ไปไหนมาไหนตามความต้องการ แม้ว่าจะมีอายุการใช้งานนาน และพังได้ยากมาก แต่ถ้าเกิดขัดข้องหรือเสียไม่ทำให้เป็นเรื่องดี ด้วยราคาที่จะเปลี่ยนหรือซ่อมสูงมาก ควรสังเกตว่ามีมอเตอร์เป็นปกติไหม และควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเช็กระยะตามที่กำหนดด้วย เพื่อความปลอดภัยต่อการขับขี่เดินทาง

Sponsored

4. ยางรถยนต์

ต่อให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าเรื่องยางรถก็ค่อนข้างสำคัญอยู่เล่นกัน การดูแลรักษานั้นไม่ยุ่งยาก แต่เราต้องเปลี่ยนตามระยะเวลาที่เหมาะสม โดยยางรถยนต์จะมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป อยู่ที่รุ่น ยี่ห้อ หรือรุปแบบที่เราต้องการขับขี่ ซึ่งปกติแล้วจะมีระยะการใช้งานอยู่ที่ 20,000 – 50,000 กิโลเมตร และจะมีการเปลี่ยนเส้นใหม่ทันที แต่กระนั้นแม้จะยังไม่ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนยาง แต่มักเกิดปัญหาขึ้นมาได้ อย่างยางบวม ยางแตก หรือมีรอยรั่ว ฉีกขาด ควรตรวจสอบเป็นประจำอย่าละเลย และหากพบข้อบกพร่องของรถให้รีบเปลี่ยนเส้นใหม่ใช้งานทันที

5. ของเหลวต่าง ๆ

ของเหลวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เราพูดถึงก็เช่น น้ำมันเบรก หรือน้ำฉีดกระจก ที่ก็ยังคงต้องใช้งานเหมือนกับรถยนต์ใช้น้ำมันทั่วไป หากมีปริมาณลดลงควรต้องเติมรถเข้าศูนย์ตรวจบริการทันที จึงต้องสังเกตให้สม่ำเสมอ ซึ่งของเหลวเหล่านี้ก็ค่อนข้างต้องใช้การสังเกตที่ดี ก่อนออกเดินทางอาจจะสังเกตหน่อยก็ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจ

รถยนต์แบบไฟฟ้าจะต้องเช็กระยะเมื่อไหร่?

รถยนต์พลังงานไฟฟ้านั้นต้องมีการเช็กระยะการเดินทางกันด้วยเป็นเรื่องปกติ ซึ่งมีจำนวนกิโลเมตร หรือเดือนที่จะใช้นานกว่ารถยนต์ทั่วไปไหม? เราตอบตรงนี้เลยว่าในทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร หรืออยู่ที่ประมาณ 6 เดือนต้องเข้าศูนย์เพื่อเช็กระยะแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าอะไรจะมาถึงก่อน โดยค่าใช้จ่ายก็จะมีสูงกว่ารถยนต์แบบทั่วไป การเข้ามาเช็กระยะเราก็จะได้รับการตรวจสอบข้อบกพร่องต่าง ๆ หรือตรวจสอบความผิดปกติได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะส่วนประกอบที่เรากล่าวไปทั้งหมด เช่น มอเตอร์ ระบบชาร์จไฟ ยางรถยนต์ แบตเตอรี่ ระบบเบรก ฯลฯ นอกจากนี้ ยังดูเรื่องของระบบไฟที่ส่องสว่างด้วย ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องมีการเช็กระยะตามกำหนด และต้องหมั่นสังเกตด้วยว่าควรเช็กได้หรือยัง

รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีข้อดีในตัวเองอย่างที่สุด เพราะไม่ทำให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ ไม่ต้องเปลืองเงินค่าน้ำมัน แต่ก็ต้องดูแลรักษาเป็นอย่างดีด้วย เพื่อให้เกิดการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น และเดินทางขับขี่ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายทั้งต่อตนเอง คนที่นั่งมาด้วย และเพื่อนร่วมทางคันอื่น ๆ ในกรณีที่เกิดปัญหากลางทางที่ส่งผลกระทบต่อคนอื่นด้วยเช่นกัน ซึ่งเราก็หวังว่าคำแนะนำข้างต้นจะช่วยให้คุณเข้าใจ พร้อมดูแลรักษารถได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ส่วนใครยังลังเลอยู่ อยากให้ตัดสินใจใช้งานเลยรับรองว่าดีต่อตัวเองแน่นอน

ติดตาม Papa Expert ได้ที่
Website - papaexpert.com
Blockdit - blockdit.com/papaexpert
Facebook - facebook.com/daipa.papa
Instagram - instagram.com/daipa_papa/