ทำสีรถยนต์ใหม่ได้ไหม? ต้องแจ้งกรมขนส่งอย่างไรบ้าง

18 views

1 min read

หลายๆ คนเมื่อใช้รถมาสักระยะหนึ่งแล้ว หากรถสีซีดลงหรือไปขูดกับอะไรจนเป็นรอย ก็รู้สึกอยากจะทำสีใหม่รอบคันขึ้นมา หรือในกรณีที่ได้รับการทักทายจากหมอดู ว่าสีรถไม่ถูกโฉลกกับทางเจ้าของทำให้ไม่สบายใจ อยากจะทำสีรถยนต์ใหม่ แต่ติดที่ไม่แน่ใจว่าจะทำสีใหม่ได้ไหม และต้องแจ้งกรมขนส่งให้ทราบหรือเปล่า วันนี้เราจึงมีข้อมูลมาบอกให้รู้กันแล้ว

ทำสีรถยนต์ใหม่ ได้หรือไม่

สำหรับท่านใดที่อยากจะทำสีรถยนต์ ใหม่ จำเป็นจะต้องแจ้งกับทางนายทะเบียนเรื่องที่จะทำสีรถ ให้เรียบร้อยตามที่กฎหมายกำหนด ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 13 ซึ่งได้ระบุเอาไว้ว่า รถคันใดที่ได้จดทะเบียนแล้ว หากมีการเปลี่ยนสีรถ ให้ต่างไปจากที่จดทะเบียนไว้ ทางเจ้าของรถยนต์จะต้องแจ้งนายทะเบียน ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้เปลี่ยนแปลงสีรถ หากไม่มีการแจ้งจะถือว่ามีความผิด มาตรา 60 จะต้องถูกระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ขณะเดียวกันทางกรมขนส่งทางบกยังได้กำหนดแนวทางปฏิบัติ เกี่ยวกับกำหนดสีรถตามกฎหมาย ว่าด้วยรถยนต์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1พฤศจิกายน 2560 ดังนี้

  • ในกรณีรถมีสีเดียว ให้กำหนดสีรถยนต์ที่เป็นหลัก โดยไม่ต้องคำนึงถึง ความเข้มของสีที่แตกต่าง ตามตัวอย่างสีของรถที่กำหนดในภาผนวก แนบท้ายทะเบียนนี้
  • ในกรณีรถมีหลายสี แต่ละสีแตกต่างกันโดยเห็นได้ชัด บริเวณตัวถัง ที่เป็นส่วนสำคัญของรถ เช่น ฝากระโปรงหน้ารถ ฝาประโปรงท้ายรถ และประตูเป็นต้น ให้กำหนดสีที่เป็นหลักของรถไม่เกิน 3 สี แล้วแต่กรณี อย่างเช่น รถมี 2 สี กำหนดสี ขาว แดง หรือตัวรถมี 3 สี กำหนดสีดำขาวเหลือง และถ้าตัวรถมีมากกว่า 3 สีขึ้นไป สามารถกำหนดสีหลักของรถได้ ให้กำหนดสีหลัก 3 สี ตามด้วยสีลำดับท้ายสุด เช่น ขาวแดง หลายสี เว้นแต่กรณีไม่สามารถกำหนดหลายสีได้ให้กำหนดว่า หลายสีเพียงอย่างเดียว

เรื่องน่ารู้การทำสีใหม่

ในปัจจุบันการทำสีรถใหม่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะรถแต่งรถซิ่ง หรือรถที่ได้รับอุบัติเหตุมา จำเป็นจะต้องทำสีรถยนต์ใหม่ ซึ่งสีรถที่ติดมากับรถนั้นคือสีที่ดีที่สุดแล้ว แต่ถ้าจำเป็นจะต้องทำสีใหม่ มาดูกันเลยว่าการทำสีใหม่จะมีแบบไหนและขั้นตอนอย่างไรกันบ้าง

การทำสีรถยนต์มีอยู่ 3 ประเภทซึ่งแต่ละประเภทจะมีความแตกต่างกันดังนี้คือ

  1. สี OEM: คือสียอดนิยมที่ใช้ในโรงงานประกอบรถยนต์ สีชนิดนี้มีเพียงองค์ประกอบเดียว การใช้งานคือนำมาผสมกับตัวทำละลาย เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน สีชนิดนี้จะแห้งตัวโดยการอบที่อุณหภูมิที่สูงประมาณ 120 - 160 oC จึงเรียกสีชนิดนี้ว่าสีอบ (High Bake Paint) สีชนิดนี้จะมีคุณภาพดีมาก มีความแข็งแรงทนต่อการทำลาย เช่น ทินเนอร์ น้ำมันเบนซิน/ ดีเซล และทนทานต่อสารเคมีต่างๆ ได้ดี มีการยึดเกาะที่ดีเยี่ยม ให้ความเงางามเนื้อสีดีมาก ทนทานต่อสภาพแสงแดด ไม่ซีดง่าย คงสภาพเดิมได้ยาวนาน
  2. สี 1K: คือสีระบบ 1 องค์ประกอบ (1 Komponent) คือประกอบด้วยส่วนของสีเพียงอย่างเดียว การใช้งานอาจนำมาผสมกับตัวละลาย อย่างเช่น ทินเนอร์ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน แต่ตัวละลายที่นำมาผสมนี้เอง จะไม่นับองค์ประกอบ เนื่องจากตัวทำละลายจะละเหยตัวออกไปจนหมดหลังใช้งาน โดยทั่วไปแล้ว เรามักจะเข้าใจกันว่า สี 1K หมายถึงสีแห้งเร็ว ซี่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะสี 1K มีด้วยกันหลายชนิด
  3. สี 2K : คือสีระบบ 2 องค์ประกอบ (2 Komponent) คือตัวประกอบส่วนของสี ซึ่งคือองค์ประกอบที่ 1 และตัวเร่งปฏิกิริยา (Hardener หรือ Activator) ซึ่งคือองค์ประกอบที่ 2 การใช้งานคือต้องนำทั้ง 2 องค์ประกอบมาผสมกันตามอัตราส่วน เพื่อให้ทำปฏิกิริยาเคมี จะทำให้สีเกิดการแห้งตัว มีความแข็งแรงทนทานต่อชั้นฟิล์มสีสูง มีความทนทานต่อตัวทำละลายอย่างเช่นทินเนอร์ หรือน้ำมันเบนซิน / ดีเซลได้ดีมาก และทนทานต่อสารเคมีต่างๆ อย่างเช่นน้ำมันเบรก และนอกจากนี้ยังมีการยึดเกาะที่ดีเยี่ยม ให้ความสวยและเงางาม มีเนื้อสีมาก ทนทานต่อแสงแดดได้ดี จึงไม่ซีดจางง่าย มีความคงทนสูงและคงสภาพเดิมได้นานมาก มีคุณสมบัติเทียบเคียงได้เท่ากับสี OEM เลยทีเดียว

ทำสี 1K หรือ 2K แบบไหนดีกว่ากัน

เนื่องจากสี 2K มีคุณสมบัติที่เทียบเท่าเกือบเท่าสี OEM ที่เป็นสีมาจากโรงงานเดิม อีกทั้งยังมีความทนทานรักษาสภาพเดิมของสีไว้ได้อย่างยาวนานถึง 5 ปี ทนทานได้ดีต่อแสงแดดและสภาพอากาศ ให้ความสวยเงางาม สี 2K จึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า และอีกอย่างคงจะต้องเตรียมใจไว้ เพราะการทำสีใหม่อย่างไรสภาพก็ไม่เหมือนสีเดิมที่มาจากโรงงานการผลิต เพราะอู่แต่ละที่ก็จะใช้แค่สี  1K และ 2K เท่านั้น เพราะไม่สามารถจะอบสีที่เหมือนกับทางโรงงานผลิตได้ ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 120 160 องศาเซลเซียส เพราะฉะนั้นการทำสีใหม่จึงเทียบหรือใกล้เคียงกับสีโรงงานเท่านั้น ไม่สามารถทำได้เหมือนสีเดิมที่ติดมากับรถยนต์

ขั้นตอนการแจ้งกรมขนส่ง

หลังการทำสีรถยนต์จะต้องทำการแจ้งต่อนายทะเบียนที่กรมขนส่ง ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้คือ 7 วัน ซึ่งเอกสารที่จะต้องเตรียมให้มีดังนี้

1. ใบคู่มือจดทะเบียนรถ

2. ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน

3. หลักฐานการเปลี่ยนสีรถ เช่น ใบเสร็จรับเงินค่าจ้างทำสี

ซึ่งจะมีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้

1. ยื่นคำขอพร้อมหลักฐาน เพื่อขอนำรถเข้ารับการตรวจสอบ

Sponsored

2. ยื่นตรวจสอบคำขอพร้อมหลักฐานและผลผ่านการตรวจสอบรถ

3. ชำระค่าธรรมเนียม

4. รอรับเอกสารคืน

และจะมีค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการแจ้งเปลี่ยนสีรถยนต์

1. ค่าธรรมเนียมการแจ้งเปลี่ยนสีรถ 50 บาท

2. ค่าดำเนินการตรวจสภาพรถโดยกรมการขนส่งทางบก 50 บาท

3. ค่าคำขอ 5 บาท

สำหรับท่านที่ทำสีรถยนต์ใหม่ หรือ Wrap รถ สามารถดำเนินการแจ้งเปลี่ยนสีรถได้ที่ สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ พร้อมยังสามารถใช้บริการ Drive Thru Service ที่อาคารตรวจสภาพรถ กรมขนส่งจตุจักรได้ด้วย

และนี่คือขั้นตอนต่างๆ และสาระความรู้สำหรับท่านที่ต้องการทำสีรถยนต์ใหม่ การทำสีรถสามารถทำใหม่ได้และจะต้องแจ้งทางเจ้าหน้าที่กรมขนส่งทางบกได้ภายใน 7 วันถ้าเลยจากนี้จะถือว่ามีความผิดได้เช่นกัน

ติดตาม Papa Expert ได้ที่
Website - papaexpert.com
Blockdit - blockdit.com/papaexpert
Facebook - facebook.com/daipa.papa
Instagram - instagram.com/daipa_papa/