7 เรื่องที่คุณพ่อต้องใส่ใจ เมื่อลูกเรียนออนไลน์อยู่กับบ้าน

17 views

1 min read

ปัจจุบันด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด – 19 ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่การเรียนการสอนยังคงต้องดำเนินต่อไป จึงได้มีการปรับเปลี่ยนให้เด็กเรียนออนไลน์ แน่นอนว่าเป็นเรื่องใหม่ที่คุณพ่อต้องให้ความสำคัญอย่างมาก ว่าแต่มีเรื่องอะไรบ้าง? และเราไม่ทำให้ผิดหวังได้รวบรวมเกี่ยวกับ 7 สิ่งที่คุณพ่อต้องใส่ใจอย่างที่สุด เมื่อลูกเรียนออนไลน์อยู่กับบ้านมาแนะนำ ใครพร้อมจะไปศึกษาแล้วตามมาให้ไว

ลูกเรียนออนไลน์ คุณพ่อต้องใส่ใจ 7 เรื่องนี้

การเรียนออนไลน์อยู่บ้านถือเป็นแผนการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่ปรับขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด – 19 ที่ระบาดหนักและดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กต้องไปพบปะเจอผู้คนมากมาย ลดความเสี่ยงติด – แพร่เชื้อให้กันและกัน เมื่อเป็นเรื่องใหม่คุณพ่อที่ลูกเรียนออนไลน์อยู่บ้านจึงต้องใส่ใจอย่างที่สุดโดยเฉพาะ 7 สิ่ง ดังนี้

1. สถานที่การเรียนออนไลน์ของลูก

แน่นอนว่าเด็กเรียนออนไลน์อยู่บ้านก็ต้องมีสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อให้การเรียนผ่านไปได้อย่างดีที่สุด ยิ่งเป็นเด็กเล็ก ๆ ชั้นอนุบาล หรือประถมที่จดจ่อกับจอได้ไม่นานก็ไปสนใจอย่างอื่นยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงควรจัดสถานที่เรียนให้เหมาะสมอย่างที่สุด ไม่ให้ลูกเรียนบนเตียงโดยเด็ดขาด แนะนำหาโต๊ะเรียนให้พร้อมมีพื้นที่พอวางทั้งแท็บเล็ต และหนังสือเรียน เก้าอี้ที่นั่งก็ควรมีพนักพิงให้ได้เอนหลัง นอกจากนี้สภาพแวดล้อมโดยรอบก็ควรเป็นไปในทิศทางที่ดี ได้แก่ ห้องโล่งโปร่งสบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก แสงสว่างเพียงพอ

2. จัดตารางการใช้ชีวิตให้เหมือนไปโรงเรียน

แม้ว่าลูกเรียนออนไลน์จะอยู่ที่บ้านก็ตาม แต่ถึงอย่างไรแล้วจำเป็นที่จะต้องให้ลูกยังคงใช้ชีวิตเหมือนไปโรงเรียนอย่างดีที่สุด โดยคุณพ่อควรจัดตารางในการทำกิจวัตรประจำวันอยู่ เช่น ตื่นเช้ามาแปรงฟัง ล้างหน้า อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าวเช้า แล้วรอเรียน ช่วงพักกลางวันให้กินข้าว ทำกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็เรียนวิชาต่อไป เป็นต้น เพื่อให้ลูกรู้สึกมีระเบียบวินัยคงเส้นคงวา ไม่อิดออดงอแง

3. การใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ

ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอแท็บเล็ต หรือหน้าจอโทรศัพท์มือถือก็ตาม คุณพ่อต้องใส่ใจและให้ลูกได้ใช้งานในระยะเวลาที่จำกัด ไม่ใช่ว่าพอลูกเรียนออนไลน์ก็ให้ลูกใช้งานอยู่หน้าจอเป็นเวลานาน ๆ ไปเรื่อย ๆ เพราะอย่างนั้นลูกจะติดเป็นนิสัย ห่างจากหน้าจอไม่ได้เลย พอห่างก็ร้องไห้งอแง เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ลูกหมกมุ่น สายตาก็อาจจะสั้นลงจนต้องใส่แว่น หรือสายตาล้าปวดตา ปวดหัวได้

4. ศึกษาวิธีควบคุมการใช้งานสื่อ

อีกเรื่องที่ต้องใส่ใจไม่แพ้การใช้เวลาอยู่หน้าจอเลยก็คือการควบคุมการใช้งานสื่อ กล่าวคือขณะที่เด็กเรียนออนไลน์จะได้ไม่สามารถเข้าสู่เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ดูการ์ตูน หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ เพราะไม่อย่างนั้นจะไปลดความสนใจด้านการเรียน ทำให้เรียนไม่รู้เรื่องนั่นเอง แต่เมื่อเรียนออนไลน์เสร็จสิ้นแล้วก็เปิดให้ลูกได้เข้าใช้งานตามปกติ

Sponsored

5. สังเกตอารมณ์ ระดับความเครียดของตนเองเสมอ

เพราะการเรียนออนไลน์ ลูกต้องอยู่บ้านกับเราตลอดช่วงเวลา อาจมีบ้างที่เราเกิดความเครียด วิตกกังวลโดยเฉพาะความเข้าใจของลูกต่อการเรียนการสอน พยายามสังเกตอารมณ์ตนเอง วัดระดับความเครียดของตนเองเข้าไว้ และต้องไม่ไปกดดันทั้งลูกและตัวเองว่าต้องทำให้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ ต้องเข้าใจว่าการที่ลูกเรียนออนไลน์เป็นสิ่งใหม่ทั้งคู่ ต้องมีการปรับตัว ไม่อย่างนั้นเกิดผลเสียทั้งลูกและเราได้

6. หากิจกรรมออฟไลน์ทำอยู่กับลูก

ด้วยความที่ลูกต้องใช้เวลาอยู่กับสื่อออนไลน์ กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานาน จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณพ่อต้องหากิจกรรมออฟไลน์ทำร่วมกันกับลูก ไม่ว่าจะ ปลูกต้นไม้ ทำสวน เข้าครัว ระบายสี วาดภาพ ต่อเลโก้ หรือเล่นเกมเพลย์ด้วยกัน เพื่อให้ลูกหยุดพักสื่อออนไลน์ลง ทั้งนี้ กิจกรรมออฟไลน์ก็ควรเป็นสิ่งที่ลูก ๆ ชื่นชอบ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกอยากทำ ยิ่งเรามีเวลาอยู่กับลูกด้วยลูกยิ่งเกิดความอบอุ่นใจ

7. พูดคุยกับลูกสม่ำเสมอ

อีกสิ่งที่ต้องใส่ใจเมื่อลูกเรียนออนไลน์ที่บ้าน ก็คือการพูดคุยด้วยกันสม่ำเสมอ หรือคุณพ่ออาจจะถามไถ่ถึงกิจกรรมที่เรียน การบ้าน ความเข้าใจต่อรายวิชาของลูกนั้น ๆ เพื่อให้ลูกได้ระบายบางสิ่งบางอย่างออกมา เพราะแค่การเรียนอยู่บ้านก็น่าเบื่อพอแล้ว บางครั้งลูกอาจจะมีความอึดอัดใจอยู่ด้วยก็เป็นได้ และเมื่อลูกพูดคุยกับเรา คุณพ่อเองก็ควรใช้คำพูดที่ดีตอบกลับ ถ้าต้องสอนก็ควรใช้เหตุผล อาจจะช่วยสอนการบ้านลูกด้วยก็ได้ แต่อย่าทำให้ลูกล่ะ แบบนี้ไม่แน่นอน

เชื่อว่า 7 สิ่งที่คุณพ่อควรใส่ใจเมื่อลูกเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านเหล่านี้จะช่วยให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ช่วยให้การเรียนสนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ ลูกเกิดความตั้งใจเรียน ผลการเรียนก็ยังคงมีประสิทธิภาพเหมือนดั่งวันที่ไปโรงเรียนอยู่ ทั้งนี้ อยากย้ำอีกครั้งว่าอย่าลืมเรื่องอาหารการกิน หรือการพักเบรกสั้น ๆ ระหว่างคาบของลูกด้วย ที่สำคัญอย่ากดดันลูกและตนเองมากเกินไป เพราะไม่อย่างนั้นจากที่จะช่วยลูกกลายเป็นทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว พอมาย้อนคิดไม่น่าทำแบบนั้นเลย

ติดตาม Papa Expert ได้ที่
Website - papaexpert.com
Blockdit - blockdit.com/papaexpert
Facebook - facebook.com/daipa.papa
Instagram - instagram.com/daipa_papa/