เช็กกันหน่อย คุณกำลังอยู่ในภาวะ Toxic Productivity หรือเปล่านะ

8 views

1 min read

ทุก ๆ วันที่ต้องทำงานมักจะเจอกับใครบางคนที่ทำงานจนดึกดื่นไม่ยอมนอน ไม่ว่าจะเป็นเพราะอยากให้งานที่เหลือเสร็จไว หรือภาระหน้าที่ที่ต้องทำ จนบางครั้งก็แทบไม่ได้แบ่งเวลาชีวิตอะไรเลย ซึ่งลักษณะการทำงานแบบนี้เข้าข่ายภาวะ Toxic Productivity แล้วคุณล่ะ?? กำลังอยู่ในภาวะแบบนี้หรือเปล่า ว่าแล้วก็ลองไปเช็กกันหน่อยดีกว่า

ภาวะ Toxic Productivity อยากรู้คืออะไร?

สำหรับความหมายที่หลาย ๆ คนอยากรู้โดยละเอียดของภาวะ Toxic Productivity นั้น ต้องอธิบายเลยว่า Toxic Productivity คือ การทำงานที่ทำแบบไม่หยุดหย่อน ทำชนิดที่จะเรียกง่าย ๆ ว่าบ้างานเลยก็ว่าได้ เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็น Productive ทั้งที่ไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องทุ่มเทอะไรมากมายขนาดนั้นด้วยซ้ำ แต่เพื่อให้ตนเองได้รับการยอมรับจากคนในสังคมการทำงานรอบด้าน และไม่รู้สึกผิดต่อตนเองจึงจำเป็นต้องทำ ถือเป็นภัยเงียบได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะมาในรูปแบบการหมกมุ่นโปรดักทีฟมากจนเกินไป โดยอาจจะมีลักษณะ

  • ความคาดหวังเกี่ยวกับผลลัพธ์ของงานสูงเกินไป ต้องการให้งานได้รับการยอมรับในวงกว้าง
  • ในหัวมักจะคิดได้เฉพาะเรื่องงาน คิดถึงแต่งานตลอด จนบางครั้งก็กลับกลายเป็นว่าลืมสังคมคนรอบข้างไปได้
  • นอนหลับยาก ไม่ได้รับการพักผ่อน เพราะสมองเอาแต่คิดถึงเรื่องงานล้วน ๆ

หากลองคิดในแง่ตัวเลขก็คิดถึงชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของพนักงานที่อาจจะพุ่งสูงไปถึง 80 – 90 ชม./สัปดาห์ ซึ่งมีผลการวิจัยออกมามากมายและระบุเป็นทิศทางเดียวกันด้วยว่า Toxic Productivity นั้นเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ Burnout Syndrome

สัญญาณที่ทำให้รู้ตัวได้ว่าขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะบ้างาน

เมื่อเราได้รู้แล้วว่า Toxic Productivity คือ การทำงานแบบไม่หยุดไม่พัก บ้างาน ดังนั้น เราสามารถสังเกตสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าตอนนี้กำลังป่วย Toxic Productivity ได้เลย นั่นคือ

  • เมื่อมีงานที่ประสบความสำเร็จอยู่ แต่กลับไม่ได้ฉลอง ขอบคุณ หรือให้กำลังใจตัวเอง ในทางกลับกันกลับไปตั้งมาตรฐานใหม่ เป็นมาตรฐานที่สูงขึ้นกว่าเดิม เพียงเพราะอยากให้คนรู้สึกว่าชิ้นงานต่อ ๆ มาดีขึ้นกว่าที่ทำไว้
  • เมื่อถึงเวลาที่ควรพักผ่อน กลับไม่พักผ่อน หนำซ้ำยังไปศึกษาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงานเพิ่มเติมไปอีก เช่น อ่านรายงาน โดยที่ไม่ยอมให้สมองได้หยุดพักบ้างแม้แต่นิดเดียวก็ไม่มี หรือจู่ ๆ ก็ไปชงกาแฟมาดื่มเพื่อให้ได้ทำงานต่อไปแบบไม่หยุดหย่อน
  • ไม่เป็นตัวของตัวเอง พยายามเสแสร้งให้คนที่มาเห็นรู้สึกว่าตนเองนั้นยุ่งอยู่ตลอดเวลา เพราะมีความกังวลว่าจะถูกมองว่าไม่ได้เรื่อง เอื่อยเฉื่อย ไม่ Productivity
  • แทนที่จะหากิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำบ้างเพื่อให้สมองได้หยุดคิด หยุดพัก โล่ง ปลอดโปร่ง หรือได้กระชับความสัมพันธ์ที่มีกับลูกน้องบ้าง แต่กลับไปคิดว่าเป็นการทำเพื่อเสียเวลา เสียโอกาสการทำงานของตนเอง
  • บางคนมีความรู้สึกว่ากลัววันจันทร์ ที่ถือเป็นวันเริ่มต้นของการทำงานต่าง ๆ หลังจากหยุดพักวันเสาร์ อาทิตย์ หรือบางคนก็หยุดพักเฉพาะวันอาทิตย์ เพราะต้องกลับไปเจอกับวงจรการทำงานอย่างบ้าคลั่งเดิม ๆ ที่เคยเป็น ซึ่งถือว่าเป็น Toxic Productivity อย่างที่สุด

แล้วแบบนี้จะมีวิธีไหนช่วยป้องกันการเกิดภาวะบ้างานนี้ได้บ้าง??

ในเมื่อรู้ตัวว่าเป็นคนที่ Toxic Productivity หรือบ้างานหนักมาก ก็จะเป็นต้องแบ่งเวลาให้เหมาะสม เวลาไหนควรทำงาน เวลาไหนควรพักผ่อน โดยที่ผู้นำองค์กรสามารถออกนโยบายการทำงานให้พนักงานได้เลย ไม่ว่าจะ การทำงานที่ต้องไม่เกิน 40 ชม. ต่อสัปดาห์ หรือการสร้างวัฒนธรรมองค์ให้ได้สัมผัสกัน อย่าง ไม่มีการทำงานล่วงเวลา หรือ OT ซึ่งพนักงานทุกคนควรได้รับความคุ้มครองด้านกฎหมายแรงงานตามที่กำหนด เพื่อช่วยลดการเกิดภาวะดังกล่าวไม่มากก็น้อย แต่นั่นก็เป็นการป้องกันแบบโดยรวม แบบองค์กร หากจะเอ่ยถึงการป้องกันด้วยตนเองก็สามารถทำได้เลย คือ

  • รู้จักตัวเอง : เราต้องรู้ว่าปัญหาอะไรบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Toxic Productivity เช่น รู้สึกเสียดายเวลาว่างทั้งที่สามารถนำเวลาว่างนี้มาทำงานได้ หรือรู้สึกว่าควรทำงานให้ได้มากกว่านี้
  • คิดเอาไว้เลยว่าบางครั้งหัวหน้าก็ไม่ได้ให้ค่ากับการที่เราทุ่มทำงานอย่างหนัก โดยที่หัวหน้า หรือนายจ้างจะสนใจเราเฉพาะชิ้นงาน ไม่ว่าจะทำงาน แค่ 8 ชม. หรือล่อไปทั้งวัน 24 ชม.
  • หยุดตั้งคำถามให้กับตัวเองได้แล้ว และเมื่อทำงานเสร็จควรมีช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนบ้าง ให้เวลากับตัวเองให้ร่างกาย สมอง จิตใจได้พักผ่อน
  • หลีกเลี่ยงต่อวัฒนธรรมที่เร่งรีบ ทำอะไรก็เร็วไปหมด เพราะจริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างที่คิดว่าตัวเองต้องทำก็เป็นได้
  • ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง คอยเตือนว่าให้รู้จักรัก ดูแลตัวเองบ้างแม้ว่างานจะหนักมากก็ตาม เช่น การกินข้าวครบ 3 มื้อ การออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อรักษาสุขภาพ

หากไม่อยากต้องอยู่ในภาวะ Toxic Productivity แล้วนั้นจำเป็นต้องรู้จักรักษาสมดุลในการทำงาน และการใช้ชีวิตของตัวเองในแต่ละวันให้ดี หรือที่เรียกว่า Work – Life Balance และต้องรู้อยู่เสมอด้วยว่ามนุษย์เรานั้นมีคุณค่าในตัวเองโดยที่ไม่จำเป็นต้อง Productivity อยู่ตลอดเวลาก็ได้ แค่ต้องเลือกทำสิ่งที่สำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตตัวเองจริง ๆ เท่านั้น เพราะชีวิตเกิดมาแค่ครั้งเดียวจงทำในสิ่งที่รัก สิ่งที่ชอบจากใจจริง ไม่ต้องฟังเสียงใคร..

Sponsored

ติดตาม Papa Expert ได้ที่
Website - papaexpert.com
Blockdit - blockdit.com/papaexpert
Facebook - facebook.com/daipa.papa
Instagram - instagram.com/daipa_papa/

บทความน่ารู้อื่นๆ คลิกไปอ่านกันเลย

1.เผยข้อมูลเด็ด! กินเหล้าแล้วหน้าแดงเพราะอะไร หนุ่ม ๆ หลายคนต้องอ่าน

2.ทำความรู้จัก "อาการแพนิค" (Panic Disorder) ที่คุณอาจกำลังเผชิญแบบไม่รู้ตัว