อย่าหาทำ ความเชื่อผิด ๆ ในการเลี้ยงลูกที่บอกต่อกันตั้งแต่โบราณ

122 views

1 min read

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายคนเชื่อว่าก็คงกังวลและเชื่อคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ เพราะยังไงก็ขึ้นชื่อว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน แต่กระนั้นความเชื่อบางอย่างก็ถือเป็นความเชื่อแบบผิด ๆ ที่ปัจจุบันอย่าหาทำเด็ดขาด ถามว่ามีความเชื่ออะไรบ้าง? เราไม่รอช้าจะมาบอกต่อให้ทำความเข้าใจว่านี่คือความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกตั้งแต่โบราณที่พ่อแม่ยุคใหม่อย่าทำ

ความเชื่อผิด ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ อย่าหาทำตามเด็ดขาด

ความเชื่อโบราณถือเป็นอีกสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนโดยเฉพาะมือใหม่ที่กำลังมีลูกครั้งแรกอาจหลงไปเชื่อและทำตามกันไม่มากก็น้อย ทั้งที่จริงไม่ควรเชื่อและทำตามที่ว่าไว้เลย ซึ่งวันนี้เราจะมาบอกด้วยกัน 5 เรื่อง รีบไปทำความเข้าใจกันเลยดีกว่า จะได้ไม่หลงผิดไปทำตามกับลูกน้อย

1. ต้องโกนผมไฟให้ลูกเพื่อให้ผมขึ้นดกดำ

คุณพ่อมักเคยได้ยินอยู่เสมอว่าเด็กแรกเกิด หรือเด็กที่เกิดมาไม่กี่วัน กี่เดือน จำเป็นต้องโกนผมไฟเพื่อที่จะให้ผมได้ขึ้นใหม่แล้วดกดำสวยงาม ทั้งที่จริงแล้วนี่เป็นความเชื่อผิด ๆ ที่หากโกนผมไฟไปก้ไม่ได้ทำให้ผมลูกขึ้นมาดกดำได้ เพราะผมจะขึ้นมาดกดำมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับพันธุกรรมทั้งสิ้น โดยทั่วไปแล้วการเลือกไม่โกนผม ผมที่ติดหัวลูกมาไม่นานก็จะหลุดร่วงไปเองประมาณ 2 – 3 เดือนแรก กระนั้นผมที่ขึ้นใหม่ก็ไม่ได้ดกดำอย่างที่หวัง และไม่ได้ขึ้นในปริมาณเท่าเดิมด้วย แต่ผมที่ขึ้นจะมีความแข็งแรงกว่าผมอ่อนเดิมที่ติดมา ทำให้ดูเหมือนผมหนาดกดำนั่นเอง

2. บีบจมูกลูกช่วยทำให้ดั้งโด่งขึ้น

ต้องให้คุณพ่อและคุณแม่ช่วยกันทำความเข้าใจใหม่ว่าที่เห็นทารกเพิ่งเกิดจมูกแบน จมูกเรียบ นั่นเป็นเพราะกระดูกตรงจมูกของลูกยังเป็นกระดูกที่อ่อนอยู่ แต่เมื่อโตขึ้นเดี๋ยวกระดูกก็โด่งขึ้นตามมา หรืออาจไม่โด่งแต่ก็มีมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น การที่จะมีดั้งจมูกหรือไม่สิ่งหนึ่งมาจากพันธุกรรมของคุณพ่อคุณแม่ด้วย ถ้ามีเดี๋ยวลูกก็โด่งมีตาม แต่ถ้าไม่มีจะให้ลูกมีก็คงแปลก แน่นอนว่าความเชื่อผิด ๆ ที่ให้ดึงดั้งจึงอย่าหาทำ ไม่จำเป็นต้องไปนวด ไปบีบสันจมูกลูกเพื่อหวังให้ดั้งขึ้นเลย เพราะนอกจากไม่ได้ทำให้โด่งสมใจ เผลอ ๆ ลูกเจ็บจมูก จมูกลูกอักเสบไปอีก

3. ไม่อยากให้ขาลูกโก่งก็ต้องดัดขาเข้าหากัน

นี่ถือเป็นอีกความเชื่อผิด ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนเลือกที่จะทำตามทั้งที่จริงแล้วไม่ควรอย่างยิ่ง ซึ่งลักษณะขาที่โก่งของลูกนั้นจริง ๆ เป็นไปตามสรีระของเด็กแรกเกิดที่จะโค้ง ๆ โก่ง ๆ เพราะเพิ่งได้เหยียดตัวหลังจากขดอยู่ในท้องคุณแม่มาเนิ่นนาน ซึ่งสรีระเหล่านี้จะมีการพัฒนาได้เองไปตามวัย ประมาณ 2 ปีจากขาที่ดูโก่งก็จะเข้ารูป จะตรงเองได้ไม่จำเป็นต้องไปดัดใด ๆ เลย เมื่ออายุ 3 – 6 ปี บริเวณกัวเข่าก็จะเอนและแบะออกไปข้างนอก จากนั้น 7 ปี ก็จะกลับมาเข้าที่เหมือนเดิมไม่ต้องตกใจ

Sponsored

4. อยากให้ลูกหัวสวย นอนได้นาน ๆ ต้อง “นอนคว่ำ”

เชื่อว่าต้องมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยได้ยินความเชื่อโบราณว่าอยากให้ลูกหัวสวย นอนได้นาน ๆ ก็ต้องจับให้นอนคว่ำ ซึ่งตามหลักวิชาการแล้วนี่ถือเป็นความเชื่อผิด ๆ ที่ไม่อยากให้ทำที่สุด จริงอยู่ที่หัวจะสวย แต่การจับให้เด็กนอนคว่ำก็มีหลายคนที่หยุดหายใจและเสียชีวิตลง นอกจากนี้ยังมีการศึกษาต่อและพบว่าการนอนคว่ำของเด็กที่มีอายุ 1 – 4 เดือน จะมีโอกาสเกิดภาวะที่ชื่อ SIDS ที่เชื่อว่าการจัดท่าลูกให้นอนคว่ำไปกดทับหน้าอกลูก ทำให้ลูกหายใจลำบากมากขึ้น ยิ่งนอนกับเตียงนิ่ม ๆ หรือมีหมอน มีตุ๊กตาอยู่ใกล้หน้า หรือบางคนที่เพิ่งดูดนมแม่เสร็จแล้วจับให้นอนคว่ำทันที ทำให้เด็กเกิดสำลักนมออกมาได้ ท่าการนอนที่ปลอดภัย เมื่อลูกอายุ 6 เดือน – 1 ปี แนะนำให้นนอนหงาย หรือนอนตะแคง ส่วนกลางวันให้นอนคว่ำได้เพื่อฝึกใช้กล้ามเนื้อหลังและคอ

5. ต้องป้อนน้ำลูกเมื่อตัวเหลือง

สุดท้ายถือเป็นอีกความเชื่อผิด ๆ ที่หลายคนยังหลงเชื่ออยู่ ซึ่งสาเหตุที่ลูกตัวเหลืองมาจากสารสีเหลืองที่ชื่อบิลิรูบินในเลือกมีสูงกว่าปกติ และจะถูกขับออกมาทางตับลูก แต่ด้วยความที่ตับยังเด็กน้อยอยู่การทำงานจึงไม่เต็มที่ การขับสารเหลืองต้องไปที่อุจจาระแทน ซึ่งภาวะตัวเหลืองแบบนี้เกิดขึ้นในช่วง 2 – 3 วันแรกเท่านั้น ยิ่งลูกที่คลอดก่อนกำหนดยิ่งเป็นได้ง่าย และจะหายไปเองใน 2 อาทิตย์ ไม่ต้องไปป้อนน้ำเลย ส่วนการป้อนน้ำเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน เสี่ยงลูกดูดนมแม่ไม่เต็มที่ หรือติดเชื้อจากน้ำได้

จริงอยู่ที่ความเชื่อเหล่านี้มีมาเนิ่นนาน ส่งผลต่อการเลี้ยงดูเด็กทารกจากรุ่นสู่รุ่น นั่นก็เป็นเพราะความหวังดีของผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์มาก่อน แต่ความเชื่อก็ไม่ได้ถูกไปทุกเรื่อง มีบางที่ความเชื่อผิด ๆ เข้ามาด้วย และคุณพ่อควรต้องศึกษาให้ดี และเลือกเชื่อ เลือกทำตาม พร้อมปรับความเข้าใจใหม่ให้ผู้ใหญ่ด้วย เพื่อการเลี้ยงดูที่เหมาะสม

ติดตาม Papa Expert ได้ที่
Website - papaexpert.com
Blockdit - blockdit.com/papaexpert
Facebook - facebook.com/daipa.papa
Instagram - instagram.com/daipa_papa/